top of page
ค้นหา

ขึ้นทะเบียน อย. ไทย: 6 คำถามยอดฮิตที่แบรนด์ต้องรู้

12 ส.ค.
ยาว 2 นาที

"ขึ้นทะเบียน อย. ไทย ใช้เวลานานไหม" — คำถามนี้ดังขึ้นในห้องประชุมของแบรนด์อาหารเสริม ผู้นำเข้าเครื่องมือแพทย์ และบริษัทยาแทบทุกครั้งที่มีสินค้าใหม่ คำตอบไม่เคยเป็นตัวเลขเดียว เพราะสินค้าสุขภาพแต่ละประเภทอยู่ใต้กฎหมายคนละฉบับ มีช่องทางยื่นคนละแบบ ค่าใช้จ่ายคนละชุด และระยะเวลาคนละกรอบ


บทความนี้รวบรวม 6 คำถามที่ผู้ประกอบการ B2B ถามบ่อยที่สุดเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียน อย. ไทย พร้อมคำตอบที่อ้างอิงข้อมูลทางการของ อย. ไทย ตั้งแต่การจัดประเภทสินค้า กระบวนงาน "ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 1 วัน" ไปจนถึง Abridged pathway สำหรับเครื่องมือแพทย์ และปิดท้ายด้วยสิ่งที่ต้องเตรียมต่อหลังจากได้เลขทะเบียน อย. ไทย แล้ว


เส้นทาง 3 แบบที่ทำให้แบรนด์ส่วนใหญ่สับสน


ก่อนเข้าคำถาม ขอเคลียร์ความเข้าใจที่พบบ่อยที่สุดก่อน: การเข้าตลาดสินค้าสุขภาพในไทยไม่ได้มี "ช่องทางเดียว" แต่มี 3 เส้นทางที่คนมักปนกัน


  • การขออนุญาต (license) — สำหรับสินค้าหรือสถานที่บางประเภทที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตก่อนดำเนินการ เช่น ใบอนุญาตนำเข้าอาหาร

  • การจดแจ้ง (listing/notification) — การแจ้งรายละเอียดสินค้าให้หน่วยงานทราบ สำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า

  • การขึ้นทะเบียน (registration) — การยื่นเอกสารเพื่อขอเลขทะเบียนผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นช่องทางของสินค้ากลุ่มที่ต้องควบคุมเข้มข้น


เลือกผิดช่องทาง = คำขอถูกคืนตั้งแต่ขั้น Screening ก่อนถึงมือผู้พิจารณา เสียเวลาที่นับเป็นเดือนไปฟรีๆ


คำถามที่ 1: สินค้าสุขภาพทุกตัวต้องขึ้นทะเบียนแบบเดียวกันไหม?


ไม่เหมือนกัน — เพราะสินค้าแต่ละกลุ่มอยู่ใต้กฎหมายคนละฉบับ: อาหาร (พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522), เครื่องมือแพทย์ (พ.ร.บ. เครื่องมือแพทย์) และยา (พ.ร.บ. ยา) แต่ละฉบับกำหนดช่องทางกำกับดูแลของตัวเอง


อาหารบางประเภทต้องขออนุญาต บางประเภทแค่แจ้งรายละเอียด ส่วนเครื่องมือแพทย์มีทั้งผลิตภัณฑ์ที่ต้องขอใบอนุญาต (license), ใบรับแจ้งรายการละเอียด (listing/notification) และการขึ้นทะเบียน (registration) — สินค้าตัวเดียวกัน ถ้าจัดประเภทผิด ความเสี่ยงและขั้นตอนก็ผิดตามไปด้วย


จุดที่หลายแบรนด์พลาดคือ "คิดว่าตัวเองรู้ประเภทสินค้า" โดยไม่ตรวจกับหน่วยงาน อย. ไทย มีช่องทางให้ตรวจสอบและปรึกษาก่อนยื่น เช่น การวินิจฉัยประเภทอาหารเป็นหนังสือ และช่องทางปรึกษาออนไลน์ (e-Consult) — ใช้สิทธิ์นี้ให้เป็นประโยชน์ก่อนลงมือยื่นเอกสาร


คำถามที่ 2: อาหารเสริมจด อย. ได้ใน 1 วันจริงหรือ?


จริง — แต่มีเงื่อนไขสำคัญที่หลายแบรนด์เพิ่งรู้ทีหลัง อย. ไทย เปิดกระบวนงาน "ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 1 วัน" ให้ผู้รับอนุญาตผลิตหรือนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (สบ.7) ยื่นคำขอผ่านระบบ e-Submission ได้ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2562


เงื่อนไขคือ ต้องเป็น "ผู้รับอนุญาตผลิต/นำเข้า" มาก่อน — แปลว่างานสถานที่ผลิตหรือคลังสินค้า และใบอนุญาตนำเข้า ยังเป็นขั้นตอนบังคับที่ต้องทำให้เสร็จก่อน ไม่มีทางข้าม กระบวนงาน 1 วันจึงช่วยเฉพาะขั้นตอน "ยื่นคำขอผลิตภัณฑ์" ไม่ใช่ขั้นตอนเตรียมความพร้อมทั้งหมด


นี่คือจุดที่แบรนด์ที่วางแผนดีได้เปรียบ: คนที่เตรียมใบอนุญาตนำเข้าและระบบสถานที่ไว้ก่อนแล้ว จะใช้ทางลัดนี้ได้ทันที ส่วนคนที่เพิ่งเริ่มต้นเมื่อสินค้าพร้อมขาย ต้องนับเวลาย้อนหลังใหม่


คำถามที่ 3: นำเข้าอาหารต้องเตรียมอะไร ใช้เวลากี่วัน?


การนำเข้าอาหารเพื่อจำหน่ายต้องมีใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร (แบบ อ.6) ตามมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 ยื่นผ่านระบบ e-Submission โดยมีรายละเอียดตามข้อมูลทางการของกองอาหาร อย. ไทย:


  • ค่าคำขอ 5,000 บาท และค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 15,000 บาท

  • ระยะเวลาดำเนินการ 15 วันทำการ (กรณีเอกสารเป็นไปตามหลักเกณฑ์) หรือ 45 วันทำการ (กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์)

  • ใบอนุญาตมีอายุ 3 ปี ต่ออายุได้

  • ผู้นำเข้าต้องมีเอกสารคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์พร้อมใบรับรอง GMP ของผู้ผลิต (GMP 420)


สังเกตความต่างระหว่าง 15 กับ 45 วันทำการ — ต้นเหตุคือคำว่า "เอกสารครบ" เอกสารชุดเดียวกัน ถ้าไม่ตรงหลักเกณฑ์ ระยะเวลาก็ขยับจาก 15 เป็น 45 วันทำการทันที


คำถามที่ 4: เครื่องมือแพทย์ที่เคยได้อนุมัติจากต่างประเทศ ต้องส่งเอกสารใหม่หมดไหม?


ไม่เสมอไป — อย. ไทย มีช่องทางยื่นแบบย่อ (Abridged pathway) สำหรับเครื่องมือแพทย์ที่เคยได้รับอนุมัติหรืออนุญาตขึ้นทะเบียนจากหน่วยงานที่ อย. ไทย รับรอง ได้แก่ TGA (ออสเตรเลีย), Health Canada, EU Notified Bodies, MHLW (ญี่ปุ่น), US FDA และ WHO Prequalification of IVD พร้อมระบบ Reliance Program และการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญภายนอก


หลักการคือ อย. ไทย ใช้ผลการประเมินของหน่วยงานที่เชื่อถือได้มาประกอบการพิจารณา เพื่อลดงานเอกสารซ้ำซ้อนให้ผู้นำเข้า — ตามประกาศ อย. ไทย เรื่องการยกเว้นเอกสาร พ.ศ. 2567 ลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 5 มิถุนายน 2567 และมีผลใช้บังคับ 6 มิถุนายน 2567


แต่ "ไม่ต้องส่งใหม่หมด" ไม่ได้แปลว่า "ไม่ต้องส่งอะไรเลย" — ต้องตรวจว่าผลิตภัณฑ์เข้าข่ายหน่วยงานที่รับรองหรือไม่ อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงไหน และต้องยื่นช่องทางใด ข้อมูลตรงนี้คือสิ่งที่ที่ปรึกษาที่เข้าใจทั้ง regulator และ operation ช่วยกลั่นกรองให้ก่อนยื่น สำหรับภาพรวมกระบวนการขึ้นทะเบียนเวชภัณฑ์แบบละเอียด อ่านต่อได้ที่ คู่มือการขึ้นทะเบียน อย. ไทย สำหรับเวชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์


คำถามที่ 5: ค่าธรรมเนียม อย. อยู่ที่ประมาณเท่าไหร่?


ตัวเลขค่าธรรมเนียมทางการที่เปิดเผยใน FAQ ของหน่วยงาน อย. ไทย มีดังนี้:


  • เครื่องมือแพทย์ (ตามคำถามที่พบบ่อยของกองควบคุมเครื่องมือแพทย์ อย. ไทย): ค่าธรรมเนียมคำขอ 500 บาท, ค่าใบสำคัญ 2,000 บาท, ค่าตรวจสอบข้อมูลการขอจดแจ้งนำเข้า 600 บาท

  • การวินิจฉัยประเภทอาหารเป็นหนังสือ (กองอาหาร อย. ไทย): ค่าธรรมเนียมรายการละ 1,000 บาท


สำหรับค่าธรรมเนียมการขึ้นทะเบียนยาแผนปัจจุบัน ข้อมูลที่อ้างอิงได้อย่างครบถ้วนยังหาได้ยากในช่องทางเปิดเผยทั่วไป และขึ้นอยู่กับประเภทผลิตภัณฑ์ — จุดนี้ควรสอบถามหน่วยงานหรือที่ปรึกษาโดยตรงก่อนวางงบประมาณ แทนที่จะกะประมาณจากข้อมูลที่ไม่เป็นทางการ


ภาพรวมคือ ค่าธรรมเนียมราชการไม่ใช่ตัวเลขลึกลับ และไม่ใช่ต้นทุนหลักของการยื่นคำขอ — ต้นทุนที่แท้จริงคือเวลาที่เสียไปเมื่อยื่นผิดช่องทางหรือเอกสารไม่ครบ


คำถามที่ 6: ข้อผิดพลาดอะไรที่พบบ่อยที่สุด?


จากข้อมูลทางการของ อย. ไทย ข้อผิดพลาดที่พบซ้ำมี 3 รูปแบบหลัก:


  1. ยื่นคำขอไม่สมบูรณ์/เอกสารไม่ครบ — คำขอถูกคืนตั้งแต่ขั้น Screening ก่อนถึงมือผู้พิจารณา เสียเวลารอบแรกไปโดยไม่มีการพิจารณาเนื้อหาเลย

  2. เปลี่ยนแบรนด์หรือเพิ่มผู้ผลิตหลังได้รับอนุมัติ — ถ้ากระทบการจัดกลุ่มหรือรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ต้องยื่นขึ้นทะเบียนใหม่ ไม่ใช่แก้เอกสารเดิม

  3. ข้ามการวินิจฉัยประเภทอาหารก่อนยื่น — เสี่ยงที่ผลิตภัณฑ์จะถูกจัดเป็น "ยา" ซึ่งมีเส้นทางกำกับดูแลคนละฉบับ เงื่อนไขและขั้นตอนต่างกันโดยสิ้นเชิง


ทั้ง 3 ข้อเป็น "ความผิดพลาดเชิงกระบวนการ" ที่ป้องกันได้ด้วยการวางลำดับขั้นตอนให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น — ไม่ใช่ความผิดพลาดของตัวสินค้า


งานไม่ได้จบที่เอกสาร: หลังได้เลข อย. แล้วต้องทำอะไรต่อ?


จุดที่หลายแบรนด์มองข้าม: การได้เลขทะเบียน อย. ไทย หรือใบอนุญาตเป็นแค่จุดเริ่มต้นของ supply chain จริง — ตั้งแต่นั้นมาสินค้าต้องถูกนำเข้า จัดเก็บ และขนส่งภายใต้เงื่อนไขที่ อย. ไทย ตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิที่ควบคุมได้ ระบบเอกสารที่สอบกลับได้ หรือการแยกพื้นที่สินค้าตามมาตรฐาน


CET Marketing & Distribution (ก่อตั้งปี 2013 กรุงเทพฯ) ให้บริการปรึกษา อย. ไทย (Thai FDA registration consulting) ที่ต่อยอดเป็นบริการโลจิสติกส์ในแพ็กเกจเดียวกัน — ตั้งแต่การวางลำดับขั้นตอนยื่นคำขอ ไปจนถึงการรับช่วงต่อหลังอนุมัติ: คลังสินค้ามาตรฐาน GSDP สำหรับยาและอาหารเสริม, การขนส่งยาเวชภัณฑ์แบบ cold chain ครอบคลุม 3 ช่วงอุณหภูมิ 2-8°C, 15-25°C และ -20°C, การขนส่งเครื่องมือแพทย์ และการขนส่งสินค้าแช่แข็ง


CET ดำเนินงานภายใต้การรับรอง GSDP, ISO 9001:2015 และ PMI พร้อมตัวชี้วัดที่เปิดให้ลูกค้าตรวจสอบได้ เช่น จำนวนคำสั่งซื้อ 10,000+ รายการต่อปี อัตราการส่งตรงเวลากรุงเทพฯ 98-99% อัตราความผิดพลาดในการหยิบสินค้าต่ำกว่า 0.04% และอัตราเหตุการณ์อุณหภูมิหลุดช่วง 0.01%


ที่ปรึกษาที่ "แนะนำอย่างเดียว" กับที่ปรึกษาที่ "แนะนำแล้วดูแลต่อได้จริง" ให้ผลต่างกันที่ความเสี่ยงระหว่างรอยต่อของแต่ละขั้นตอน — วงจร consult → approve → import → store → deliver ที่มีผู้รับผิดชอบเดียว ช่วยลดช่องว่างที่สินค้าจะตกหล่นระหว่างหน่วยงาน


สรุป


6 คำถามนี้ชี้หลักคิดเดียวกัน:


  • เส้นทางไม่เหมือนกัน — license, notification, registration ต่างกันตามประเภทสินค้าและกฎหมายที่กำกับ

  • ทางลัดมีจริง — กระบวนงาน "ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 1 วัน" และ Abridged pathway ใช้ได้เมื่อเตรียมความพร้อมไว้ก่อน

  • เวลาแพงกว่าค่าธรรมเนียม — ยื่นถูกช่องทาง เอกสารครบ คือตัวแปรที่ทำให้ 15 วันทำการไม่กลายเป็น 45

  • งานไม่จบที่เลข อย. — คุณภาพสินค้าต้องถูกรักษาต่อเนื่องในคลังและระหว่างขนส่ง


ถ้าสินค้าตัวต่อไปของคุณกำลังจะเริ่มเส้นทางนี้ ขั้นแรกที่ทำได้วันนี้คือ ตรวจประเภทสินค้ากับหน่วยงาน อย. ไทย หรือปรึกษาผู้ที่ดูแลทั้งงานทะเบียนและโลจิสติกส์พร้อมกัน — เพื่อให้ทุกขั้นตอนตั้งแต่ยื่นคำขอจนถึงส่งมอบ มีเจ้าภาพเดียวที่รับผิดชอบได้จริง



 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page